ดวงจันทร์

ดวงจันทร์

ดวงจันทร์ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในวัตถุของทางดาราศาสตร์ที่มีการโคจรอยู่รอบๆโลก พร้อมกับดวงจันทร์ยังเป็นหนึ่งในดาวบริวารถาวรดวงเดียวของโลก และยังเป็นดาวบริวารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 5 ของระบบสุริยะ และเป็นดาวที่มีบริวารขนาดใหญ่ที่สุด เมื่อมีการเปรียบเทียบกับดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ที่ได้มีการโคจรอยู่รอบๆของดวงจันทร์

โดยที่ดวงจันทร์ยังเป็นดาวบริวารขนาดใหญ่มากที่สุด เมื่อเทียบกับขนาดของดาวเคราะห์ที่มีการโคจร ดวงจันทร์ยังเป็นดาวบริวารที่มีความหนาแน่นมากที่สุด เป็นอันดับ 2 รองลงมาจากไอโอของดาวพฤหัส ซึ่งมีบางส่วนยังไม่รู้ความหนาแน่น

ดวงจันทร์

พร้อมกับทางด้านของนักวิทยาศาสตร์ได้คาดการณ์เอาไว้ว่าดวงจันทร์นั้นได้ก่อกำเนิดประมาณ 4.51 พันล้านปีก่อน ซึ่งไม่นานหลังจากโลก โดยที่คำอธิบายที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางมากที่สุด นั่นก็คือดวงจันทร์ก่อที่จะมีการกำเนิดขึ้นมาจากเศษที่เหลือจากการชนขนาดยักษ์ระหว่างโลกกับเทห์ที่มีขนาดประมาณดาวอังคารชื่อว่าเธียอา

นอกจากนี้ทางด้านของดวงจันทร์ยังได้มีการหมุนรอบโลกแบบประสานเวลา ซึ่งจะหันด้านเดียวเข้าหาโลกเสมอ นั่นก็คือด้านใกล้ที่มีลักษณะเป็นทะเลภูเขาไฟมืด ๆ ซึ่งเติมที่ว่างในระหว่างที่สูงเปลือกโบราณสว่างและหลุมอุกกาบาตที่เห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อสังเกตมาจากโลก เป็นเทห์ฟ้าที่สามารถพบเห็นได้เป็นประจำสว่างที่สุดอันดับสองในท้องฟ้าของโลกรองลงจากดวงอาทิตย์เลยก็ว่า โดยพื้นผิวแท้จริงของดวงจันทร์แล้วมืด ถึงแม้ว่าจะทำการเทียบกับท้องฟ้าราตรีแล้วจะดูสว่างมากก็ตาม พร้อมกับมีการสะท้อนสูงกว่าแอสฟอลต์เสื่อมเล็กน้อย เนื่องมาจากเป็นผลของอิทธิพลความโน้มถ่วงของดวงจันทร์ ส่งผลทำให้เกิดน้ำขึ้นลงมหาสมุทร และก็ทำให้หนึ่งวันยาวขึ้นเล็กน้อยด้วย

พร้อมกับทางเรายังได้มีระยะห่างมาจากโลกที่เฉลี่ยเริ่มนับมาจากศูนย์กลางประมาณ 384,403 กิโลเมตร เมื่อมีการเปรียบเทียบกับ 30 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางโลก ซึ่งจากจุดศูนย์กลางเป็นมวลร่วมของระบบตั้งอยู่ที่ตำแหน่ง 1700 กิโลเมตรใต้ผิวโลก หรือ ประมาณ 1 ใน 4 ของรัศมีจากโลก พร้อมกับดวงจันทร์โคจรรอบโลกในเวลาประมาณ 27.3 วัน

ดวงจันทร์

เมื่อเราทำการเปรียบเทียบจากการแปรคาบโคจรตามมาตรภูมิศาสตร์ที่อยู่ในระหว่างโลก-ดวงจันทร์-ดวงอาทิตย์ ส่งผลทำให้เกิดเป็นเฟสของดวงจันทร์ ซึ่งมันมักจะซ้ำรอบทุกๆ ช่วง 29.5 วัน (เรียกว่า คาบไซโนดิก)

โดยที่เส้นผ่านศูนย์กลางของดวงจันทร์นั้นก็จะมีค่าประมาณ 3,474 กิโลเมตร หรือโดยประมาณหนึ่งในสี่ของโลก พร้อมกับในดังนั้นพื้นผิวของดวงจันทร์มีน้อยกว่า 1 ใน 10 ของพื้นผิวของโลก (ประมาณ 1 ใน 4 ของผืนทวีปของโลกเท่านั้น เนื่องมาจากคิดเป็นขนาดใหญ่ประมาณรัสเซีย แคนาดา กับสหรัฐอเมริกา รวมกัน) แน่นอนว่ามันจะมีการประมวลรวมของดวงจันทร์คิดเป็นประมาณ 2% ของมวลของโลก และแรงโน้มถ่วงเป็น 17% ของโลก

นอกจากนี้ทางด้านของสัญลักษณ์แทนดวงจันทร์คือ ☾ ปี พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) นีล อาร์มสตรอง และ บัซซ์ อัลดริน ที่เป็นนักบินอวกาศขององค์การนาซา และก็ยังเป็นมนุษย์ 2 คนแรกที่ได้เข้าไปเหยียบลงบนพื้นดินของดวงจันทร์ เนื่องมาจากกฎหมายอวกาศถือว่าดวงจันทร์นั้นเป็นสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติ ตามสนธิสัญญาที่ใช้บังคับกิจกรรมของรัฐบนดวงจันทร์ ดวงดาว และวัตถุอวกาศอื่นๆ ค.ศ. 1979

ประวัติการค้นพบและสำรวจ ดวงจันทร์

เริ่มมาตั้งแต่นับว่าเป็นเวลาหลายพันปีในอดีตกาลที่ทางด้านของมนุษยชาติที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน นั่นก็มีสิ่งที่เรียกว่า ระบบสุริยะ แต่ทว่าเดิมมนุษย์ที่เชื่อว่า โลกถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาลที่อยู่นิ่งๆ พร้อมกับมีดวงดาวต่างๆที่สามารถโคตรไปรอบๆ ผ่านไปบนท้องฟ้า ที่ถึงแม้ว่าเหล่าบรรดานักดาราศาสตร์และชาวคณิตศาสตร์ชาวอินเดียที่มีชื่อว่k Aryabhata และนักปรัชญาชาวกรีก Aristarchus เคยมีแนวคิดเกี่ยวกับการที่ของดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางจักรวาล และจัดลำดับจักรวาลเสียใหม่ แต่ทว่าผู้ที่สามารถคิดค้นแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เพื่อที่จะใช้พิสูจน์แนวคิดนี้ได้สำเร็จเป็นคนแรกนั่นก็คือ นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ที่มีผู้สืบทอดแนวทางการศึกษาของเขาต่อมา นั่นคือกาลิเลโอ กาลิเลอี โยฮันเนส เคปเลอร์ และ ไอแซค นิวตัน

ดวงจันทร์

นอกจากนั้นพวกเขาพยายามทำความเข้าใจระบบทางฟิสิกส์และเสาะหาหลักฐานการพิสูจน์ยืนยันว่า โลกที่มีการเคลื่อนไปรอบ ๆ ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ทั้งหลายต่างก็ดำเนินไปภายใต้กฎทางฟิสิกส์แบบเดียวกันนี้ พร้อมกับในยุคหลังต่อมาจึงเริ่มมีการสืบสวนค้นหาปรากฏการณ์ทางภูมิธรณีต่าง ๆ เช่น เทือกเขา แอ่งหิน ปรากฏการณ์สภาพอากาศที่แปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาล พร้อมกับการศึกษาเกี่ยวกับเมฆ พายุทราย และยอดเขาน้ำแข็งบนดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ

วิธีการสำรวจยุคแรกของดวงจันทร์

พบว่ามีการสำรวจระบบสุริยะในช่วงของยุคแรกดำเนินไปได้ โดยที่มีการอาศัยกล้องโทรทรรศน์ เพื่อที่จะช่วยนักดาราศาสตร์พร้อมกับจัดทำแผนภาพท้องฟ้าแสดงตำแหน่งของวัตถุที่จะจางเกินกว่าจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ทางด้านของกาลิเลโอ กาลิเลอี นั่นก็คือผู้แรกที่ได้มีการค้นพบเกี่ยวกับรายละเอียดทางด้านของกายภาพของวัตถุในระบบสุริยะ แน่นอนว่าเขาค้นพบว่าผิวดวงจันทร์นั้นขรุขระ ในส่วนดวงอาทิตย์นั่นก็มีจุดด่างดำ และทางด้านของดาวพฤหัสบดีมีดาวบริวารสี่ดวงโคจรไปรอบ ๆ

นอกจากนี้คริสตียาน เฮยเคินส์ ที่มีความเจริญรอยตามกาลิเลโอโดยค้นพบไททัน ดวงจันทร์ของดาวเสาร์ รวมไปถึงวงแหวนของมันด้วย ในเวลาต่อมา ทางด้านของ จิโอวันนี โดเมนิโก กัสสินี ค้นพบกับดวงจันทร์ของดาวเสาร์เพิ่มอีก 4 ดวง ช่องว่างในวงแหวนของดาวเสาร์ รวมไปถึงจุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสบดี

ดวงจันทร์

เมื่อช่วงปี ค.ศ. 1705 ทางด้านของเอ็ดมันด์ ฮัลเลย์ ที่ได้มีการค้นพบว่าดาวหางหลายๆดวงภายในบันทึกประวัติศาสตร์ที่จริงเป็นดวงเดิมกลับมาปรากฏซ้ำ นั่นก็ได้ถือว่าเป็นการพบหลักฐานชิ้นแรกสำหรับการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของวัตถุอื่นนอกเหนือจากดาวเคราะห์ ภายในช่วงระยะเวลาเดียวกันนี้จึงเริ่มที่มีการใช้คำว่า “ระบบสุริยะ” ขึ้นเป็นครั้งแรก

ทางด้านของ ค.ศ. 1781 วิลเลียม เฮอร์เชล พร้อมกับค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่คือ ดาวยูเรนัส โดยที่ภายในตอนแรกเขาคิดว่าเป็นดาวหาง ในเวลาต่อมาในปี ค.ศ. 1801 พร้อมกับจูเซปเป ปีอัซซี ค้นพบวัตถุโคจรอยู่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี ในช่วงตอนแรกเขาคิดว่าเป็นดาวเคราะห์ แต่ทว่าต่อมาจึงมีการค้นพบวัตถุขนาดเล็กนับเป็นพันดวงในย่านอวกาศนั้น ซึ่งในเวลาต่อมาจึงได้มีการเรียกวัตถุเหล่านั้นว่า ดาวเคราะห์น้อย

ไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่า ระบบสุริยะถูก “ค้นพบ” เมื่อใดกันแน่ แต่การสังเกตการณ์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 สามรายการสามารถบรรยายลักษณะและตำแหน่งของระบบสุริยะในเอกภพได้อย่างไม่มีข้อสงสัย รายการแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1838 เมื่อฟรีดดริค เบสเซล สามารถวัดพารัลแลกซ์ของดาวได้ เขาพบว่าตำแหน่งปรากฏของดาวเปลี่ยนแปลงไปตามการเคลื่อนที่ของโลกที่โคจรไปรอบดวงอาทิตย์ นี่ไม่เพียงเป็นข้อพิสูจน์ทางตรงต่อแนวคิดดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางจักรวาล แต่ทว่ายังได้เปิดเผยให้ทราบถึงระยะทางมหาศาลระหว่างระบบสุริยะของเรากับดวงดาวอื่นเป็นครั้งแรก ต่อมาในปี ค.ศ. 1859 โรเบิร์ต บุนเซน และ กุสตาฟ เคอร์ชอฟฟ์ ได้เข้าไปใช้สเปกโตรสโคปที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตรวจวัดค่าสเปกตรัมจากดวงอาทิตย์ และพบว่ามันประกอบด้วยธาตุชนิดเดียวกันกับที่มีอยู่บนโลก นับว่าเป็นครั้งแรกที่พบข้อมูลทางกายภาพที่เกี่ยวโยงกันระหว่างโลกกับสวรรค์ หลังจากนั้นทางด้านของ คุณพ่อแองเจโล เชคคี เปรียบเทียบรายละเอียดสเปกตรัมของดวงอาทิตย์กับดาวฤกษ์ดวงอื่น และก็มักพบว่ามันเหมือนกันทุกประการ พร้อมกับมีข้อเท็จจริงที่พบว่าดวงอาทิตย์ก็เป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งนำไปสู่ข้อสมมุติฐานว่าดาวฤกษ์ดวงอื่นก็อาจมีระบบดาวเคราะห์ของมันเองเช่นกัน ถึงแม้ว่ากว่าจะค้นพบหลักฐานสำหรับข้อสมมุติฐานนี้จะต้องใช้เวลาต่อมาอีกกว่า 140 ปี